สาระน่ารู้

 

 

 

 

 

 

 ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่เป็นดวงเดี่ยว

               

                   นักดาราศาสตร์ทราบมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แล้วว่า ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่เป็นระบบดาวคู่(binary system) หรือระบบดาวหลายดวง(multiple system) แต่มีสัดส่วนเท่าไร จากความจริงที่สำรวจพบว่าดาวฤกษ์เท่าดวงอาทิตย์มีสัดส่วนอยู่ในระบบดาวหลายดวงมากกว่าครึ่ง และดาวฤกษ์ใหญ่กว่านั้น(ประเภท O และ B) มีอัตราส่วนสูงถึง 80% นักดาราศาสตร์หลายคนสรุปว่าดาวในกาแลคซีของเรามากกว่าครึ่งอยู่ในระบบดาวหลายดวง

 

 

 

 

ภาพจากศิลปินแสดงดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ที่อยู่วงนอกกว่าโคจรรอบดาวแคระแดง Gliese 876

 ดาวเคราะห์วงในกว่าเป็นจุดเล็กๆ ใกล้ดาวฤกษ์ แม้ว่าดาวแคระแดงจะแดงกว่าและมืดกว่าดวงอาทิตย์

 แต่ก็ยังมีอุณหภูมิและความสว่างที่พื้นผิวมากพอที่จะทำให้ใครก็มองมันใกล้ๆ เห็นมันเป็นสีขาวเหมือนไส้หลอดไฟกลม

ดาวแคระแดงมีอยู่ถึง 80% ในบรรดาดาวฤกษ์ทั้งหมดในกาแลคซีชองเรา และส่วนใหญ่พวกมันจะไม่มีดาวข้างเคียง

 

                   แต่การศึกษาล่าสุดโดย Charles Lada จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน แสดงให้เห็นว่าความคิดที่มีนั้นผิดเกือบทั้งหมด ปัญหาก็คือนักดาราศาสตร์ไม่ได้สำรวจจากประชากรดาวกลุ่มที่มีมากที่สุดในกาแลคซีของเรา นั้นก็คือ ดาวแคระแดง(สเปคตรัม M) ดาวฤกษ์ที่มีมวลต่ำ(ประมาณหนึ่งในห้ามวลดวงอาทิตย์) และอัตราสว่างต่ำ(อาจจะมืดกว่าได้ถึง 50 เท่า) เหล่านี้มีมากกว่า 70% ของจำนวนดาวฤกษ์ทั้งหมดในทางช้างเผือก


                  
Lada รวบรวมผลการสำรวจจากกลุ่มที่นำโดย Geoff Marcy(ยูซีเบิร์กลีย์), Neil Reid(สถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ), Xavier Delfosse(ห้องทดลองดาราศาสตร์ฟิสิกส์ในฝรั่งเศส) และทีมอื่นๆ ซึ่งบอกว่าสัดส่วนดาวดวงเดี่ยวในบรรดาดาวแคระแดงมีอยู่สูงมาก(ประมาณ 75%) และเนื่องจากดาวแคระแดงเป็นประชากรโดดเด่น ดาวฤกษ์ดวงเดี่ยวจะมีอัตราส่วนเพิ่มมากเป็นสองในสามของทั้งหมดในกาแลคซี Lada สรุปในรายงานซึ่งเสนอต่อ Astrophysical Journal Letters เขากล่าวว่า จากการประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ภาพที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่นักดาราศาสตร์เชื่อกันโดยสิ้นเชิง
 

                   ผลสรุปนี้มาจากการค้นพบในงาน RECON ที่มหาวิทยาลัยจอร์เจียสเตท ซึ่งสำรวจสภาวะข้างเคียงของดวงอาทิตย์ RECON พบว่ามีดาวแคระแดง 43 ดวงในจำนวน 171 ดวงภายในระยะทาง 10 พาร์เซค(32.6 ปีแสง) จากดวงอาทิตย์ ที่มีดาวแคระแดงอื่นหรือดาวแคระน้ำตาลอยู่เป็นดาวข้างเคียง Todd Henry หัวหน้าทีม RECON กล่าวว่า นี่เป็นข้อกำหนดที่ต่ำลงมา เนื่องจากเรากำลังค้นหาดาวข้างเคียงอยู่ แต่เรารู้ว่าสัดส่วนดาวคู่ในกลุ่มดาวแคระแดงนั้นต่ำกว่าสัดส่วนในกลุ่มดาวฤกษ์ขนาดใหญ่กว่า
 

                   ทฤษฏีการก่อตัวดาวฤกษ์ที่มีอยู่บอกว่าดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นจากเมฆก๊าซฝุ่นขนาดใหญ่ในอวกาศยุบตัวลงภายใต้แรงโน้มถ่วง ถ้าแกนกลางสสารที่หนาแน่นนั้นยุบตัวถึงขีดวิกฤติ นิวเคลียร์จะถูกจุดขึ้นและดาวฤกษ์ดวงใหม่ก็กำเนิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทฤษฏีนี้ไม่ได้อธิบายว่าทำไมดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดจึงมีดาวข้างเคียง มีทฤษฏีที่สามารถก่อตัวระบบดาวคู่ และทฤษฏีที่ก่อตัวดาวดวงเดี่ยว แต่ไม่มีทฤษฏีใดที่อธิบายว่าเพราะเหตุใดจึงก่อตัวดาวดวงเดี่ยวมากกว่าระบบดาวคู่   นักดาราศาสตร์มีความคิดบางอย่าง การสำรวจแสดงว่าเมฆขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งเพาะฟักดาวฤกษ์ขนาดใหญ่นั้นปั่นป่วนมากกว่าเมฆเล็กที่คิดว่าดาวแคระแดงก่อตัวขึ้น เป็นไปได้ว่าความปั่นป่วนนั้นทำให้ดาวฤกษ์มวลมากก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มสองหรือมากกว่านั้น
 

                   การศึกษาเช่นนี้มีส่วนสำคัญต่อทฤษฏีการก่อตัวดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ นั้นตั้งแต่ดาวเคราะห์อาจจะมีช่วงเวลาที่ง่ายขึ้นในการก่อตัวรอบดาวฤกษ์เดี่ยวมากกว่าในระบบดาวคู่ ในความเป็นจริง มีการประกาศการค้นพบดาวเคราะห์มวลต่ำรอบดาวแคระแดงที่อยู่โดดเดี่ยว แต่ข่าวเหล่านี้ก็ไม่ได้แย่สำหรับดาวเคราะห์ในระบบดาวคู่ซะทีเดียว ในการประชุม AAS Henry และเพื่อนร่วมมหาวืทยาลัย Deepak Raghvan ได้พบว่ามีดาวฤกษ์ 29 ใน 131 ดวงที่มีดาวเคราะห์นอกระบบอยู่อย่างน้อยหนึ่งดวง และก็ยังมีดาวฤกษ์ข้างเคียงด้วย
 

                   แบบจำลองทฤษฏีที่นำโดย Alan Boss จากสถาบันคาร์เนกี้ในวอชิงตันบอกว่าแรงโน้มถ่วงจากดาวข้างเคียงที่อยู่ไกลสามารถหน่วงนำให้เกิดดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง โดยทำให้เกิดการเกาะกลุ่มของกระจุกก๊าซหนาแน่นภายในดิสก์กำเนิดดาวเคราะห์ กระจุกนั้นจะยุบตัวอย่างรวดเร็วก่อตัวเป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ Jack Lissauer จากศูนย์วิจัยเอมส์ของนาซ่า เสนอการค้นพบของกลุ่มเขาว่าดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกสามารถก่อตัวขึ้นในวงโคจรที่กว้างรอบดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรอยู่เป็นระบบดาวคู่ใกล้ชิดได้ และในวงโคจรแคบๆ รอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในระบบดาวคู่ที่แยกห่างจากกันมาก
 

                   Marcy ซึ่งเป็นผู้นำร่วมทีมที่ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบมากกว่าครึ่งที่รู้จักกัน กล่าวว่า สิ่งที่เราได้ก็คือครึ่งหนึ่งของระบบดาวคู่ที่อยู่ห่างกันสามารถมีดาวเคราะห์ได้เนื่องจากการแยกตัวนั้นห่างมากพอที่จะทำให้เกิดการก่อตัวและมีเสถียรภาพในวงโคจรดาวเคราะห์ที่ได้ มีดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์หลายแสนดวงในกาแลคซีแน่นอนว่าก็สามารถมีดาวเคราะห์ได้ไม่ยาก